ศึกภายในพรรคภูมิใจไทย ระหว่าง เนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณขั้วสีน้ำเงิน, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังปะทุขึ้นในช่วงกลางปี 2569 โดยนักวิเคราะห์การเมืองเปรียบว่าอาจซ้ำรอยการแตกสลายของ '3ป.บูรพาพยัคฆ์' ที่นำไปสู่การสูญเสียอำนาจรัฐบาลในปี 2566 เนื่องจากมีสัญญาณของ 'สนิมเนื้อใน' กัดกินโครงสร้างอำนาจภายในพรรคอย่างต่อเนื่อง
<!-- IMAGE: อนุทิน เนวิน พิพัฒน์ ถ่ายภาพร่วมกัน 27 ก.ค. 2569 | ภาพข่าว | Anutin Newin Pipathanawattana photo together Bhumjaithai party 2026 -->
บทเรียนจาก '3ป.' สู่คำถามของ '3น.'
เพื่อทำความเข้าใจพลวัตปัจจุบัน จำเป็นต้องย้อนไปดูต้นแบบความขัดแย้งในยุค '3ป.บูรพาพยัคฆ์' ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 9 ปี ซึ่งทั้งสามดำรงบทบาทแบ่งกันชัดเจน โดย พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่ 'Mr.ดีล' ฝ่ายการเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ ดูแลฝ่ายบริหารและกองทัพ และ พล.อ.อนุพงษ์ คุมราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น
รูปแบบการพังทลายของ '3ป.' เริ่มจากการที่ พล.อ.ประวิตร ถูกริบอำนาจ ภายในพรรคพลังประชารัฐ จนนำไปสู่ความพยายาม 'ล้มนายกฯ' ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2564 กระแสคลื่นใต้น้ำภายในพรรคส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น โดยพบว่า 'เสียงพรรคเล็ก' หายไป
<!-- IMAGE: แผนภูมิเปรียบเทียบโครงสร้างอำนาจ 3ป. และ 3น. ในระบบการเมืองไทย | อินโฟกราฟิก | Thai political power structure comparison 3P vs 3N parties infographic -->
บทสรุปสุดท้ายของ '3ป.' คือการแยกทางกันในการเลือกตั้งปี 2566 โดย พล.อ.ประยุทธ์ ตั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ลุย พรรคพลังประชารัฐ เต็มสูบ ผลการเลือกตั้งพฤษภาคม 2566 ทำให้ พปชร. ได้ สส. เพียง 40 คน และ รทสช. ได้ 36 คน ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะวางมือการเมืองและ พล.อ.ประวิตร ลดบทบาทตัวเองในยุครัฐบาลเพื่อไทย
'มหาดไทยเอฟเฟกต์' ชนวนศึกสามก๊กสีน้ำเงิน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่จุดชนวนความขัดแย้งภายใน 'ขั้วสีน้ำเงิน' มาจากเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งนำไปสู่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทยหลายระลอก ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถูกย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถูกย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยทั้งสองถูกมองว่ามี 'แบ๊ก' ต่างสายกันภายในพรรคภูมิใจไทย
ต่อมา ครม. อนุมัติย้าย นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกมองเป็นผลพวงจากศึกในพื้นที่ระหว่าง 'อำนาจเก่า-อำนาจใหม่' ภายในขั้วสีน้ำเงิน ความขัดแย้งระดับโครงสร้างยิ่งชัดขึ้นเมื่อมีกระแสข่าวความพยายามปลด อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อตั้ง นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
ล่าสุด อรรษิษฐ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้ากรุไปประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว หลังตำรวจสอบสวนกลางและ ป.ป.ช. ร่วมกันตรวจค้นเป้าหมายในจังหวัดนนทบุรีที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายให้ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแทน
ริบอำนาจ 'พิพัฒน์' ดุลอำนาจปักษ์ใต้
อนุทิน ชาญวีรกูล ยกเลิกการมอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และตำแหน่งประธานบอร์ด EEC โดยดูแลด้วยตนเองในฐานะ 'เซลล์แมน' ซึ่งเป็นการริบอำนาจที่ชัดเจนที่สุดในห้วงเวลานี้
นอกจากนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ แทนที่จะมอบให้ พิพัฒน์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และยังมอบหมายให้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดูแลงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่อิทธิพลของ พิพัฒน์ ทั้งสิ้น
<!-- IMAGE: พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม | ภาพบุคคล | Pipathanawattana Ratchakitprakarn Transport Minister Bhumjaithai -->
'เมื่อวานนี้เบาแล้ว พี่ต่ายผม โอ้โห แปลกตรงไหน แล้วพูดผิดหรือไม่ คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน' — อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
คำให้สัมภาษณ์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล หลังโพสต์ภาพร่วมกับ เนวิน ชิดชอบ และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ถูกมองว่า 'ผิดสไตล์' จากปกติที่อนุทินมักตอบสนองอย่างผ่อนคลาย โดยถ้อยคำดังกล่าวถูกวิเคราะห์ว่าอาจส่งสารถึงบุคคลเฉพาะในพรรค ซึ่งสอดคล้องกับโพสต์ของ กรุณา ชิดชอบ ภรรยาของ เนวิน ชิดชอบ บนอินสตาแกรมสตอรี่ที่ระบุว่า 'เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน'
ระเบิดเวลา 'การปรับ ครม.' และสนิมเนื้อใน
คำถามที่นักการเมืองและนักวิเคราะห์กำลังจับตาอยู่คือ การปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลต่อดุลอำนาจภายใน 'ขั้วสีน้ำเงิน' อย่างไร โดยเฉพาะชะตากรรมของ 'สามแม่ครัว' ได้แก่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ทั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกวิจารณ์ว่า 'เรตติ้งตก' และผลงานไม่เป็นที่พอใจของสังคม ขณะที่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนถูกมองว่า 'ลอยแพ' รัฐมนตรีทั้งสองคน อย่างไรก็ตาม การปรับรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งย่อมกระทบ 'เครดิตนายกฯ' เองด้วย เนื่องจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ดูแล '3 รัฐมนตรี' นี้ด้วยตัวเอง
ขั้วภูมิใจไทย กำลังเผชิญ 'คลื่นใต้น้ำ' ที่กลายเป็น 'สนิมเนื้อใน' กัดกินโครงสร้างอำนาจจากภายใน ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองมองว่า หากไม่มีการจัดการโครงสร้างอำนาจภายในพรรคให้ชัดเจน ประวัติศาสตร์การแตกสลายของ '3ป.บูรพาพยัคฆ์' ที่นำไปสู่การสูญเสียฐานอำนาจทางการเมืองอย่างถาวรก็มีโอกาสซ้ำรอยใน '3น.' เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์ ได้เช่นกัน
<!-- IMAGE: แผนภูมิเส้นเวลาความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย 2568-2569 เปรียบเทียบกับยุค 3ป. | อินโฟกราฟิก | Bhumjaithai party internal conflict timeline 2025-2026 compared to 3P era -->




