ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์เมื่อล่าสุดว่ากระแสข่าวความไม่ลงรอยภายในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกโยงไปถึงสมการ '2 น. - 1 พ.' ได้แก่ เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังเป็นเพียงการตีความข่าวลือและคาดการณ์มากกว่าข้อเท็จจริง โดยไม่มีสัญญาณเพียงพอที่จะชี้ว่าจะนำไปสู่การแตกหักทางการเมืองในเวลาอันใกล้
<!-- IMAGE: ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์การเมืองพรรคภูมิใจไทย | ภาพบุคคล | Wanwichit Boonprok political analyst Rangsit University -->
ข่าวลือการจับขั้วใหม่ยังห่างไกลความจริง
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่าการพูดคุยหรือพบปะกันของนักการเมืองต่างพรรคเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์และประเมินบรรยากาศทางการเมือง แต่การนำเหตุการณ์เหล่านี้ไปเชื่อมโยงว่าเป็นการล้มดีล หักหลัง หรือจัดตั้งขั้วอำนาจใหม่ ยังถือว่าไกลเกินกว่าข้อเท็จจริง
หากพิจารณาจากตัวเลขและสภาพการเมืองปัจจุบัน การเปลี่ยนขั้วหรือหักหลังกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และการยอมรับจากประชาชน ขณะที่ประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีความร่วมมือระหว่างพรรคที่มีจุดยืนต่างกัน ก็ทำให้สังคมมีบทเรียนและข้อจำกัดอยู่แล้ว
<!-- IMAGE: แผนภาพโครงสร้างอำนาจพรรคภูมิใจไทยและความสัมพันธ์ 2 น.-1 พ. | อินโฟกราฟิก | Bhumjaithai Party power structure Newin Anutin Piput infographic -->
สูตรปรับรัฐบาลยังไม่ตอบโจทย์เสถียรภาพ
ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าแนวคิดในการปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการดึงบางพรรคเข้ามาแทนที่พรรคเพื่อไทย หรือปรับสัดส่วนเก้าอี้ใหม่ อาจดูเป็นทางออกในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจะสร้างความยุ่งยากตามมา ทั้งในแง่เสถียรภาพรัฐบาล การจัดสรรอำนาจ และการบริหารราชการ
หากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจส่งผลต่อการบริหารงานและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะทำให้เกิดความปั่นป่วนมากกว่าผลดี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นเกมการเมืองที่มีความเสี่ยงสูง และยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเกิดขึ้นจริงในขณะนี้
ปม 'ธรรมนัส' สะท้อนแรงสั่นสะเทือนในกระทรวงเกษตรฯ
กระแสข่าวส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ หลังมีการปรับโครงสร้างและจัดวางกำลังคนครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่านักการเมืองจำเป็นต้องรู้จักรอจังหวะ เพราะการกลับมามีบทบาทในอนาคตไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในตำแหน่งหรือกระทรวงเดิมเสมอไป
'เพื่อไทย' ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล
สำหรับคำถามว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกปรับออกจากรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.วันวิชิต เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก และไม่เห็นสัญญาณที่จะมีการปรับพรรคเพื่อไทยออกจากสมการอำนาจในระยะนี้ แม้บางกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลจะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองสูง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอให้พรรคภูมิใจไทยตัดความร่วมมือ เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงประเด็นเฉพาะหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
'2 น. - 1 พ.' ยังเป็นกลไกหลักของ 'ภูมิใจไทย'
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเนวิน อนุทิน และพิพัฒน์ ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่าทั้งสามคนต่างมีบทบาทเสริมกันและกัน จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเติบโต พิพัฒน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานเสียงภาคใต้ ซึ่งในอดีตพรรคการเมืองหลายพรรคเจาะเข้าไปได้ยาก ขณะที่อนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจ ส่วนเนวินทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางทางการเมือง
<!-- IMAGE: ภาพบรรยากาศพรรคภูมิใจไทยและแกนนำสำคัญ | ภาพข่าว | Bhumjaithai Party leaders Newin Anutin Piput news photo -->
ความขัดแย้งมีได้ แต่ไม่ถึงขั้นแตกพรรค
ผศ.ดร.วันวิชิต ยอมรับว่าภายในพรรคการเมืองขนาดใหญ่ย่อมมีการแข่งขันของกลุ่มบุคคลและเครือข่ายรอบตัวผู้นำ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรอำนาจและโควตาตำแหน่ง แต่ความขัดแย้งลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และยังห่างไกลจากการแตกหัก เนื่องจากทั้งสามฝ่ายตระหนักดีว่าการรักษาเอกภาพของพรรคมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันภายใน
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ '3 ป.' ในอดีต จะเห็นว่าความระหองระแหงจำนวนมากเกิดจากการแข่งขันของกลุ่มคนรอบข้างมากกว่าตัวผู้นำเอง สถานการณ์ของภูมิใจไทยในเวลานี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำไปสู่การแตกตัวของพรรค
'โพสต์ปริศนา' อาจเป็นเพียงแท็กติกเบี่ยงความสนใจ
กรณีโพสต์ข้อความปริศนาของ กรุณา ชิดชอบ หรือ 'ซ้อต่าย' ภรรยาของเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกนำไปตีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าอาจเป็นเพียงแท็กติกทางการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความ มากกว่าการส่งสัญญาณความขัดแย้งจริง ในทางการเมือง ประเด็นความขัดแย้งส่วนบุคคลมักได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าการตรวจสอบนโยบาย ทำให้นักการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลกับข่าวลือประเภทนี้มากนัก
'คดีฮั้ว สว.' อาจกระทบรายบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวถึงคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า หากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน เช่น เอกสาร คลิปเสียง หรือหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงผู้สั่งการได้โดยตรง การดำเนินคดีอาจไปได้ไม่ไกลกว่าระดับบุคคลที่ถูกกล่าวหา พยานบุคคลเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้เสีย อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอในทางกฎหมายที่จะเชื่อมโยงไปถึงแกนนำพรรคการเมืองได้
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.วันวิชิต ตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและการกำกับดูแลกระบวนการเลือก สว. ยังขาดความชัดเจนและความเข้มงวดเพียงพอ จนทำให้เกิดข้อสงสัยและข้อครหาในวงกว้าง
โดยสรุป ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ประเมินว่ากระแสรอยร้าวระหว่าง '2 น. - 1 พ.' ในพรรคภูมิใจไทยยังไม่ใช่สัญญาณของการแตกหักทางการเมือง แต่เป็นผลจากการตีความข่าวลือ ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และการแข่งขันของกลุ่มบุคคลรอบข้างมากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าในการเมืองไทย เส้นแบ่งระหว่างการแข่งขันภายในพรรคกับการแตกหักมักถูกขยายความโดยวาทกรรมสื่อมากกว่าความเป็นจริงบนพื้นฐานข้อมูล
<!-- IMAGE: แผนที่ฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต้ | แผนที่ | Bhumjaithai Party voter base map Thailand southern region -->




