ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ากระแสข่าวรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทย ที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ของ '2 น.-1 พ.' ได้แก่ เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั้น ยังเป็นเพียงการคาดการณ์และการตีความข่าวลือมากกว่าข้อเท็จจริง และไม่ควรรีบสรุปว่าจะนำไปสู่การแตกหักทางการเมือง โดยนักวิชาการผู้นี้ชี้ว่าทั้งสามบุคคลยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ต้องพึ่งพากันในการขับเคลื่อนพรรคภูมิใจไทยต่อไป
<!-- IMAGE: ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต | ภาพบุคคล | Assoc Prof Dr Wanwichit Boonprom political scientist Rangsit University -->
ข่าวลือจับขั้วใหม่ยังห่างไกลความจริง
ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่าการพบปะระหว่างนักการเมืองต่างพรรคเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์และประเมินบรรยากาศทางการเมือง แต่การนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นการล้มดีล หักหลัง หรือจัดตั้งขั้วอำนาจใหม่ ยังถือว่าไกลเกินกว่าข้อเท็จจริง การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และการยอมรับจากประชาชน
คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ เหตุใดข่าวลือการแตกขั้วในพรรคภูมิใจไทยจึงแพร่สะพัดอยู่เสมอ — ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่าประเด็นความขัดแย้งส่วนบุคคลในทางการเมืองมักได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าการตรวจสอบนโยบาย ทำให้นักการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลกับข่าวลือประเภทนี้ เพราะยังช่วยเบี่ยงความสนใจออกจากประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากกว่า
<!-- IMAGE: แผนภาพความสัมพันธ์ 2 น.-1 พ. ในพรรคภูมิใจไทย | อินโฟกราฟิก | Bhumjaithai Party 2-Nor-1-Por political relationship diagram -->
สูตรปรับรัฐบาลมีความเสี่ยงสูง
นักวิชาการรายนี้มองว่าแนวคิดปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการดึงบางพรรคเข้ามาแทนที่พรรคเพื่อไทย หรือปรับสัดส่วนเก้าอี้ใหม่ อาจดูเป็นทางออกในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจะสร้างความยุ่งยากทั้งในแง่เสถียรภาพรัฐบาล การจัดสรรอำนาจ และการบริหารราชการ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นเกมการเมืองที่มีความเสี่ยงสูง และยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเกิดขึ้นจริงในเวลานี้
โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจส่งผลต่อการบริหารงานและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากกว่าผลดี
ปม 'ธรรมนัส' และกระทรวงเกษตรฯ
ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่ากระแสข่าวส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ หลังมีการปรับโครงสร้างและจัดวางกำลังคนครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองจำเป็นต้องรู้จักรอจังหวะ เพราะการกลับมามีบทบาทในอนาคตไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในตำแหน่งเดิมเสมอไป การเร่งเดินเกมเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อพรรคและเครือข่ายทางการเมืองของตนเอง
'เพื่อไทย' ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล
สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจถูกปรับออกจากรัฐบาล ผศ.ดร.วันวิชิต เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก ความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงประเด็นเฉพาะหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แม้บางกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลจะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองสูง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอให้ต้องตัดความร่วมมือ
'2 น.-1 พ.' กลไกหลักที่แยกกันไม่ได้
<!-- IMAGE: เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย | ภาพข่าว | Newin Chidchob Anutin Charnvirakul Phiphat Ratchakitprakarn Bhumjaithai Party leaders -->
พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน และกว่าจะสร้างฐานทางการเมืองได้ในระดับปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากบทบาทที่แตกต่างแต่เสริมกันของบุคคลทั้งสาม ได้แก่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่สร้างฐานเสียงภาคใต้, อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเครือข่ายธุรกิจ และเนวิน ชิดชอบ ที่วางยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางทางการเมือง
'ความขัดแย้งลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และยังห่างไกลจากการแตกหัก เนื่องจากทั้งสามฝ่ายต่างตระหนักดีว่าการรักษาความเป็นเอกภาพของพรรคมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันภายใน'
ผศ.ดร.วันวิชิต ยังเปรียบเทียบกับกรณี '3 ป.' ในอดีต ว่าความระหองระแหงส่วนใหญ่เกิดจากการแข่งขันของกลุ่มคนรอบข้างมากกว่าตัวผู้นำเอง ดังนั้นสถานการณ์ของภูมิใจไทยในเวลานี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำไปสู่การแตกตัวของพรรค
'โพสต์ปริศนา' และ 'คดีฮั้ว สว.' ผลกระทบจำกัด
กรณีโพสต์ข้อความปริศนาของ กรุณา ชิดชอบ (ภรรยาเนวิน ชิดชอบ) ที่ถูกนำไปตีความว่าสะท้อนความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าอาจเป็นเพียงแท็กติกทางการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความ มากกว่าการส่งสัญญาณความขัดแย้งจริง ที่ผ่านมา แม้จะมีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่ก็แทบไม่เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลัน
ส่วนคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น ผศ.ดร.วันวิชิต ประเมินว่าหากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน เช่น เอกสารหรือคลิปเสียงที่เชื่อมโยงถึงผู้สั่งการได้โดยตรง การดำเนินคดีอาจไปได้ไม่ไกลกว่าระดับบุคคลที่ถูกกล่าวหา พยานบุคคลเพียงอย่างเดียวอาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอในทางกฎหมายที่จะเชื่อมโยงไปถึงแกนนำพรรคการเมืองได้ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกำกับดูแลกระบวนการเลือก สว. ที่ขาดความเข้มงวดเพียงพอ
โดยสรุป กระแสรอยร้าวระหว่าง '2 น.-1 พ.' ในพรรคภูมิใจไทยยังไม่ใช่สัญญาณของการแตกหักทางการเมือง แต่เป็นผลจากการตีความข่าวลือและการแข่งขันของกลุ่มบุคคลรอบข้าง ขณะที่เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล และพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังคงเป็นกลไกหลักที่ขาดกันไม่ได้ในการขับเคลื่อนพรรคภูมิใจไทยต่อไป
<!-- IMAGE: แผนที่ฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้และภาคอีสาน | แผนที่ | Bhumjaithai Party electoral base map southern and northeastern Thailand -->




