รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบราชการไทยครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นผู้นำขับเคลื่อน ผ่านชุดมาตรการที่ครอบคลุมการลดจำนวนข้าราชการ การเปิดโครงการเออร์ลีรีไทร์ที่อายุ 40 ปี การปฏิรูปสวัสดิการรักษาพยาบาลไปสู่ระบบประกันสุขภาพ และการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อแก้วิกฤตงบประมาณผูกพันที่พุ่งเกิน 70% ของรายจ่ายประจำทั้งหมดของประเทศ
วิกฤตงบประมาณผูกพัน เม็ดเงิน 70% ที่จ่ายไปกับระบบราชการ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปในครั้งนี้คือภาวะงบประมาณติดกับดักที่สะสมมานานหลายทศวรรษ งบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญรวมกันคิดเป็นเกินกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำทั้งหมด ทำให้รัฐบาลเหลือเงินลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน และโรงพยาบาล ไม่ถึง 30% ของงบประมาณ
โครงสร้างประชากรข้าราชการทุกประเภท ทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ และท้องถิ่น รวมกันสูงถึง 3 ล้านคน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการปรับลดให้เหลือราว 2 ล้านคน ฐานงบประมาณของประเทศมีความเสี่ยงต่อวิกฤตการคลังในระยะยาว เป้าหมายของการปฏิรูปคือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยหากลดจำนวนข้าราชการลงได้ เงินเดือนและสวัสดิการของข้าราชการที่เหลืออยู่ก็จะปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ล็อกเป้างานธุรการ นำเทคโนโลยีทดแทนตำแหน่งเสมียน
ปกรณ์ นิลประพันธ์ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าตำแหน่งพนักงานพิมพ์และงานธุรการคือเป้าหมายแรกที่จะถูกลดหรือยุบเลิก เนื่องจากในปี 2569 ข้าราชการทุกคนสามารถพิมพ์งานผ่านระบบดิจิทัลและ AI ได้แล้ว ขณะที่ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้ตำแหน่งเหล่านี้ล้าสมัยในเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างหัวโตขาลีบ ที่ชาดา ไทยเศรษฐ์ นักการเมืองเคยทักท้วงไว้ เรื่องการยุบตำแหน่งปฏิบัติการแล้วปั้นตำแหน่งชำนาญการพิเศษเพื่อเลื่อนซีให้พวกพ้องจนบางกรมมีแต่ผู้บริหารแต่ขาดคนทำงาน ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ต้องเข้าไปจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบ
หักดิบสวัสดิการ จากระบบเบิกจ่ายตรงสู่ระบบประกันสุขภาพ
รัฐบาลวางแผนเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจากการเบิกจ่ายตรงไปสู่ระบบประกันสุขภาพ โดยกำหนดเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570 โดยบังคับใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมให้เป็นทางเลือก เพื่อลดแรงต้านจากกลุ่มข้าราชการที่มีอยู่เดิม
ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงนี้ในมุมของรัฐบาลคือสามารถควบคุมวงเงินรายจ่ายต่อปีได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องเผชิญบิลช็อกตอนสิ้นปีงบประมาณ ขณะที่ในเชิงเศรษฐกิจ เงินงบประมาณส่วนนี้จะไหลเข้าสนับสนุนธุรกิจประกันภัยในประเทศและกระตุ้นภาค Medical Hub ของไทยไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงต้านจากสหภาพข้าราชการหากสิทธิประโยชน์พื้นฐานถูกมองว่าลดลงจากเดิม
เออร์ลีรีไทร์ยุคใหม่ เปิดรับวัย 40 ดักคนเก่งสู่ภาคเอกชน
หนึ่งในมาตรการที่เป็นที่จับตามากที่สุดคือการปรับเกณฑ์โครงการเออร์ลีรีไทร์ให้เริ่มต้นที่อายุ 40 ปี ซึ่งต่างจากโครงการในอดีตที่มักเปิดรับเฉพาะข้าราชการอายุ 55 ปีขึ้นไปหรือเหลืออายุราชการ 2 ปี
ปกรณ์ นิลประพันธ์ กล่าวว่า อายุ 50 คงเปลี่ยนทักษะยากแล้ว แต่ถ้าอายุ 40 เขายังมีเวลาไปรีสกิล อัปสกิล ออกไปโตในโลกเอกชนได้ แนวคิดนี้สะท้อนตรรกะเชิงนโยบายที่ว่า การปล่อยให้ข้าราชการวัยกลางคนที่มีทักษะสูงออกไปเติบโตในภาคเอกชนจะสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกักทักษะเหล่านั้นไว้ในระบบราชการ ขณะนี้เกณฑ์ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น
ยุบองค์กรซ้ำซ้อน ชะตากรรมองค์การมหาชนที่สอบตก
นอกจากการลดจำนวนบุคลากรแล้ว รัฐบาลยังเริ่มศึกษาการยุบองค์การมหาชนที่ซ้ำซ้อนและประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ ตัวอย่างที่อยู่ระหว่างพิจารณา ได้แก่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และสำนักงาน ป.ย.ป.
ปกรณ์ นิลประพันธ์ ออกตัวว่ากระบวนการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและคาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน พร้อมย้ำว่าจะไม่ทิ้งข้าราชการไว้ข้างหลัง โดยมีทางเลือกให้โอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การกล้าแตะต้องโครงสร้างสถาบันถือเป็นก้าวสำคัญในการทลายระบบรัฐราชการที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานานกว่าร้อยปี
การปฏิรูประบบราชการไทยรอบปี 2570 ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีทั้งปัจจัยผลักดันจากวิกฤตงบประมาณและปัจจัยหนุนจากเทคโนโลยี หากรัฐบาลดำเนินการได้จริงตามแผน นี่อาจเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การบริหารภาครัฐไทยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการปี 2545 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่หากทำได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ มาตรการนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงโครงการพาข้าราชการกลับบ้านที่ทิ้งภาระงบประมาณก้อนใหม่ไว้ให้ประเทศชดใช้ในอนาคต





